พายุฝนทวงแค้น: สองพี่น้องสายเลือดแท้ถูกตะเพิดไล่ที่

ก่อนพลัดหลงเข้าป่ามรณะและต้องหน้าซีดเผือด… เมื่อพบบ้านร้างซ่อนความลับที่จะพลิกชะตาชีวิตและลากคอคนชั่วลงนรก!
ค่ำคืนนั้น ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ ‘อัครบดินทร์’ มืดมิดและบ้าคลั่ง พายุฝนโหมกระหน่ำราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้น เสียงฟ้าร้องดังกัมปนาทกลบเสียงสะอื้นของ ‘กวิน’ เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี และ ‘ริน’ น้องสาววัยเพียงสิบขวบ ที่กำลังกอดกันกลมอยู่บนพื้นหินอ่อนหน้าประตูคฤหาสน์ที่พวกเขาเคยเรียกว่า ‘บ้าน’
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ ‘คุณหญิงชฎา’ แม่เลี้ยงใจร้ายที่เพิ่งสวมรอยฮุบสมบัติทั้งหมดทันทีที่นายหัวเกริก ผู้เป็นพ่อของกวินและริน สิ้นลมหายใจลงอย่างปริศนา ชฎายืนกอดอกเชิดหน้าอยู่เหนือขั้นบันได แววตาของเธอเต็มไปด้วยความอำมหิตและสะใจ โดยมี ‘เชิด’ ชู้รักที่สวมรอยเป็นทนายความประจำตระกูลยืนแสยะยิ้มอยู่เคียงข้าง
“พวกแกสองคนไสหัวออกไปให้พ้น! พวกแกไม่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้อีกต่อไปแล้ว!”
เสียงตวาดของชฎาดังก้องแข่งกับเสียงสายฝน ทะลุทะลวงเข้าไปกรีดขั้วหัวใจของสองพี่น้อง กวินพยายามเงยหน้าขึ้นอ้อนวอน “คุณน้าครับ รินกำลังป่วย ให้พวกเราอยู่พักแค่คืนนี้เถอะครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะพาน้องออกไปเอง สมบัติทุกอย่างคุณน้าเอาไปให้หมดเลย ผมขอแค่ที่บังฝนให้น้อง…”
“อย่ามาสำออยไอ้กวิน! แกมันก็แค่สายเลือดปลิงที่ฉันเกลียดขี้หน้ามาตลอดสิบปี รปภ.! โยนพวกมันออกไปนอกรั้วเดี๋ยวนี้ แล้วโยนกระเป๋าเสื้อผ้าเน่าๆ ของพวกมันตามออกไปด้วย!”
สิ้นคำสั่ง ร่างของกวินและรินก็ถูกชายฉกรรจ์สองคนหิ้วปีกและโยนกระเด็นออกไปนอกรั้วเหล็กดัดสูงตระหง่าน กระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่าถูกโยนตามมากระแทกพื้นจนข้าวของหล่นกระจัดกระจาย ประตูรั้วอัลลอยด์ถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา ทิ้งให้ทายาทที่แท้จริงของอัครบดินทร์ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บและพายุฝนที่ไร้ความปรานี
กวินรีบตะเกียกตะกายขึ้นมาบังฝนให้น้องสาว รินตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ริมฝีปากซีดเผือด “พี่กวิน… รินหนาว… เราจะไปไหนกันดีคะพี่”
“ไม่ต้องกลัวนะริน พี่อยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายรินอีก” กวินกัดฟันพูดทั้งน้ำตา เขารวบรวมข้าวของที่เปียกปอนใส่กระเป๋า อุ้มน้องสาวขึ้นขี่หลัง และออกเดินเท้าฝ่าพายุฝนไปตามถนนดินลูกรังที่มืดมิด ไร้จุดหมาย ไร้ที่พึ่งพา
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ความหนาวเย็นเริ่มกัดกินเข้าไปถึงกระดูก สองพี่น้องเดินหลงเข้ามาถึงเขตชายขอบของ ‘ป่าพญาดำ’ ป่าทึบที่ชาวบ้านลือกันว่ามีอาถรรพ์และสัตว์ร้ายชุกชุม ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปแม้แต่ในเวลากลางวัน แต่ตอนนี้กวินไม่มีทางเลือก หากเขายังเดินอยู่บนถนนเปิดโล่ง รินอาจจะช็อกเพราะความหนาวตายเสียก่อน เขาต้องหาต้นไม้ใหญ่หรือถ้ำเพื่อหลบฝน กวินจึงตัดสินใจแบกน้องสาวเดินฝ่าดงหญ้าสูงท่วมหัว ลัดเลาะเข้าไปในป่าลึกอันน่าสะพรึงกลัว
เสียงนกฮูกร้องโหยหวนผสมกับเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดั่งเสียงครวญครางของภูตผี ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยโคลนตมและหนามแหลม กวินหอบหายใจรวยริน ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน แต่เขาหยุดเดินไม่ได้…
ทันใดนั้นเอง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบก็สว่างวาบขึ้นกลางท้องฟ้า สาดส่องให้เห็นเงาทะมึนของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังดงเถาวัลย์และต้นไทรยักษ์…
กวินและรินถึงกับ ‘หน้าซีดเผือด’ ขนกายลุกซู่!
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ คฤหาสน์ไม้สักโบราณหลังยักษ์ สไตล์โคโลเนียลผสมไทยประยุกต์ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างจนผุพัง เถาวัลย์พันเกี่ยวเลื้อยปกคลุมไปทั่วทั้งตัวบ้าน หน้าต่างไม้บางบานหลุดห้อยร่องแร่งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลม รูปปั้นพญานาคหน้าบันไดทางขึ้นมีตะไคร่น้ำเกาะจนดูน่าเกรงขาม บรรยากาศของมันดูวังเวง สยดสยอง และชวนขนลุกราวกับ ‘บ้านผีสิง’ ในหนังสยองขวัญ!
“พ… พี่กวิน… บ้านอะไรคะ น่ากลัวจังเลย รินไม่อยากเข้าไป…” เด็กน้อยกระซิบเสียงสั่น ซุกหน้าลงกับแผ่นหลังของพี่ชาย
กวินเองก็หวาดกลัวจนใจเต้นระทึก แต่เมื่อมองเห็นสภาพน้องสาวที่กำลังจับไข้ ตัวร้อนจี๋ เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาด “ผีก็ยังดีกว่าตายเพราะหนาวนะริน เราเข้าไปหลบฝนที่ระเบียงหน้าบ้านก็ยังดี”
กวินค่อยๆ ผลักประตูไม้บานใหญ่ที่ไม่ได้ลงกลอน ประตูส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุก ภายในบ้านมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากฟ้าแลบที่ส่องให้เห็นหยากไย่และเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าลอยแตะจมูก กวินวางน้องสาวลงบนโซฟาไม้ที่ยังพอมีสภาพดี เขาหยิบไฟฉายกระบอกเล็กที่ติดกระเป๋ามาเปิดออก แสงไฟส่องกราดไปรอบๆ ห้องโถงใหญ่
แล้วสายตาของกวินก็สะดุดเข้ากับ ‘รูปภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่’ ที่แขวนอยู่เหนือเตาผิง
มันเป็นภาพของชายชราใบหน้าดุดันแต่แฝงความเมตตา สวมชุดสูทโบราณ… กวินเบิกตากว้างจนแทบถลน ทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความตกตะลึง!
“คุณปู่…” กวินครางชื่อออกมา ชายในภาพคือ ‘เจ้าสัวทรงพล’ คุณปู่ของเขาที่หายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ทิ้งไว้เพียงตำนานว่าท่านหอบสมบัติหนีหายไปไม่มีใครพบเจออีกเลย และที่สำคัญ บริเวณกรอบรูปไม้แกะสลัก มีสัญลักษณ์รูป ‘สิงห์คาบดาบ’ ซึ่งตรงกับ จี้สร้อยคอทองคำ ที่พ่อของเขามอบให้กวินสวมติดตัวไว้ตั้งแต่เด็ก และย้ำเสมอว่า ‘ห้ามถอดเด็ดขาด’
ด้วยสัญชาตญาณ กวินรีบเดินเข้าไปสำรวจที่ใต้กรอบรูป เขาพบว่าตรงแท่นไม้มีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีรอยบากเป็นรูปสิงห์คาบดาบ กวินมือสั่นเทาขณะถอดสร้อยคอของตนเองออก แล้วนำจี้สิงห์คาบดาบกดลงไปในช่องว่างนั้น…
คลิก! ครืดดดด…
เสียงกลไกโบราณทำงานดังกึกก้อง พื้นไม้ตรงหน้าเตาผิงค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องลับใต้ดิน! กวินกลืนน้ำลายลงคอ เขาบอกให้รินรออยู่ข้างบน ก่อนจะก้าวลงบันไดหินที่เต็มไปด้วยฝุ่นลงสู่ห้องใต้ดินลับ แสงไฟฉายส่องให้เห็นหีบเหล็กโบราณสามใบตั้งเรียงรายอยู่ และบนโต๊ะไม้เก่าๆ มีสมุดบันทึกปกหนังวางทิ้งไว้
กวินเปิดสมุดบันทึกออกอ่าน หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเต็มไปด้วยลายมือของคุณปู่ทรงพล…
“หลานรัก หากหลานได้อ่านบันทึกเล่มนี้ แสดงว่าชะตากรรมของตระกูลเราคงตกอยู่ในอันตราย ปู่รู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่า นังชฎา ลูกสะใภ้จอมปลอม มันเป็นงูพิษที่จ้องจะฮุบสมบัติ มันวางยาสั่งปู่จนปู่ป่วยหนัก ปู่จึงต้องแกล้งทำเป็นหายสาบสูญ และนำสมบัติที่แท้จริงของตระกูลอัครบดินทร์ ทั้งโฉนดที่ดินร้อยไร่ หุ้นส่วนบริษัททั้งหมด และทองคำแท่ง มาซ่อนไว้ในบ้านพักตากอากาศลับกลางป่าแห่งนี้… สมบัติที่มันได้ไปคือของปลอมและหนี้สินที่ปู่จงใจทิ้งไว้หลอกมัน จงใช้สมบัติในหีบนี้ ทวงคืนความยุติธรรมและปกป้องน้องของหลานให้ได้… ปู่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ปกป้องพวกหลาน”
น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มกวิน ความจริงปรากฏชัดเจนแล้ว พ่อของเขาไม่ได้ตายเพราะโรคหัวใจล้มเหลว แต่ต้องเป็นฝีมือของนังแม่เลี้ยงใจมารคนนั้นแน่ๆ! กวินเดินไปเปิดหีบเหล็กทั้งสามใบ แสงสีทองของทองคำแท่งนับร้อย และเครื่องเพชรประจำตระกูล ส่องประกายเจิดจ้ากระทบดวงตา
แต่ก่อนที่กวินจะได้ยินดี เสียงรถยนต์ออฟโรดก็ดังกระหึ่มขึ้นจากหน้าบ้านร้าง พร้อมกับแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องทะลุหน้าต่างเข้ามา!
“ค้นให้ทั่ว! คุณชฎาสั่งมาว่าต้องฆ่าปิดปากพวกมันสองพี่น้อง อย่าให้รอดไปเปิดโปงเรื่องพินัยกรรมได้! หาตัวพวกมันให้เจอ!” เสียงตะคอกของ ‘เชิด’ ชู้รักของแม่เลี้ยงดังลั่น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์ติดอาวุธปืนลูกซองนับสิบคนบุกเข้ามาในบ้าน!
กวินหน้าซีดลงอีกครั้ง เขาตกอยู่ในอันตรายขั้นสุด! เขาหนีไม่ได้เพราะรินยังอยู่ข้างบน กวินรีบยัดสมุดบันทึก โฉนดที่ดิน และทองคำสองสามแท่งใส่กระเป๋าเป้ ก่อนจะปีนขึ้นมาจากห้องใต้ดิน เขารีบวิ่งไปอุ้มรินที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัว ปิดกลไกห้องลับ และพาน้องสาวไปซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าไม้สักโบราณที่มุมห้อง
“ชู่ว… รินเงียบไว้นะลูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด พี่จะไปล่อพวกมันเอง” กวินจุมพิตที่หน้าผากน้องสาว ก่อนจะหยิบท่อนไม้แหลมที่หักจากเก้าอี้ขึ้นมาเป็นอาวุธ
พวกมือปืนเดินส่องไฟฉายค้นหาไปทั่วบ้านร้าง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง! กวินอาศัยจังหวะที่แสงสว่างวาบ พุ่งตัวออกจากมุมมืด ใช้ท่อนไม้ฟาดเข้าที่ท้ายทอยของมือปืนคนแรกจนสลบเหมือด แย่งปืนลูกซองมาถือไว้ในมือ!
“มันอยู่นั่น! ยิงมัน!” เชิดตะโกนสั่ง
กวินไม่ได้ยิงตอบโต้ เขาใช้ความคล่องตัววิ่งล่อพวกคนร้ายขึ้นไปบนชั้นสองของคฤหาสน์ร้าง บ้านที่ผุพังเป็นใจให้กับทายาทที่แท้จริง เมื่อพวกมือปืนวิ่งตามขึ้นมา กวินก็ใช้เท้ากระทืบแผ่นไม้กระดานที่เขาเล็งไว้แล้วว่ามันผุพังขั้นสุด
กร๊อบบบ! โครมมม!!
พื้นไม้กระดานชั้นสองพังถล่มลงมา! ร่างของเชิดและลูกสมุนสามคนร่วงหล่นทะลุลงไปกระแทกกับพื้นชั้นล่างอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น พวกมันขาหักและบาดเจ็บสาหัส คนที่เหลือตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ คิดว่าบ้านหลังนี้มีผีสางเจ้าที่คอยปกป้อง ต่างพากันวิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุน ทิ้งรถออฟโรดไว้หน้าบ้าน!
เมื่อสถานการณ์สงบลง กวินรีบลงมาพารินออกจากตู้เสื้อผ้า เขามองดูร่างของเชิดที่นอนร้องโอดโอยอยู่กลางเศษซากไม้ กวินไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยความสงสาร เขาพาน้องสาวขึ้นรถออฟโรดของคนร้ายที่เสียบกุญแจทิ้งไว้ และขับพุ่งทะยานออกจากป่าพญาดำในรุ่งสาง มุ่งหน้าสู่สถานีตำรวจกองปราบปรามประจำจังหวัดทันที!
…
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา…
ณ คฤหาสน์อัครบดินทร์ คุณหญิงชฎากำลังนั่งจิบแชมเปญฉลองชัยชนะกับเพื่อนไฮโซ เตรียมจะประกาศขายหุ้นบริษัทที่เธอคิดว่าฮุบมาได้สำเร็จ
ทว่า… ประตูคฤหาสน์กลับถูกพังทลายลงด้วยรถของตำรวจกองปราบ ตำรวจนับสิบนายบุกเข้ามาล้อมรอบคฤหาสน์ ชฎาหน้าซีดเผือด แก้วแชมเปญหล่นแตกกระจายบนพื้น
และคนที่ก้าวลงมาจากรถของสารวัตรกองปราบ คือ ‘กวิน’ ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพง และ ‘ริน’ น้องสาวที่สวมชุดกระโปรงสวยงามน่ารัก ทั้งคู่ดูสง่างาม สมฐานะทายาทหมื่นล้านที่แท้จริง!
“น… นี่มันอะไรกัน! พวกแกยังไม่ตายเหรอ! คุณตำรวจคะ จับพวกมันสิคะ พวกมันบุกรุกบ้านฉัน!” ชฎาร้องกรี๊ดๆ อย่างบ้าคลั่ง
นายตำรวจระดับสูงก้าวออกมา พร้อมชูหมายจับและสมุดบันทึกของคุณปู่ทรงพล “คุณชฎา คุณถูกจับกุมในข้อหาพยายามฆ่า ปลอมแปลงเอกสารพินัยกรรม และฆาตกรรมนายหัวเกริก! หลักฐานโฉนดที่ดินและพินัยกรรมตัวจริงอยู่ที่นี่หมดแล้ว สมบัติที่คุณมีมันเป็นแค่ของปลอมและหนี้สินเน่าเสียที่คุณต้องรับผิดชอบ!”
ชฎาช็อกตาตั้ง ทรุดตัวลงไปกองกับพื้น คลานเข่าเข้ามากราบเท้ากวิน “กวิน! น้าขอโทษ! น้าไม่ได้ตั้งใจ ไอ้เชิดมันบังคับน้า! ไว้ชีวิตน้าเถอะนะ หลานรัก!”
กวินก้มลงมองผู้หญิงที่เคยตวาดไล่เขาและน้องสาวให้ไปตาย ด้วยแววตาที่เย็นเยียบและทรงอำนาจที่สุด
“พวกแกสองคนไสหัวออกไปให้พ้น! พวกแกไม่มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้อีกต่อไปแล้ว!”
กวินคืนประโยคเดียวกันนั้นให้ชฎาอย่างเจ็บแสบ ก่อนจะหันหลังเดินโอบไหล่น้องสาวกลับเข้าไปในคฤหาสน์ที่แท้จริงของพวกเขา ปล่อยให้ตำรวจลากคอแม่เลี้ยงใจมารและสมุนชั่วไปรับกรรมในคุกตลอดชีวิต
มรสุมชีวิตอันโหดร้ายได้พัดผ่านไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแสงสว่างแห่งความยุติธรรม สองพี่น้องที่เคยกอดกันร้องไห้กลางสายฝน บัดนี้ได้กลับมาผงาดในฐานะเจ้าของอาณาจักรหมื่นล้าน เปลี่ยนบ้านร้างกลางป่าให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งความกตัญญู เพื่อระลึกถึงคุณปู่ผู้ปกป้องพวกเขายันเงาตราบชั่วนิรันดร์.



